ซึ่งจากแหล่งข่าวของสตช.ได้กล่าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวของนายช่างทองซึ่งเป็นอดีต ของตุลาการศาลปกครองสูงสุดแสดงความเห็น ส่วนตัวทางสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการที่รอง ผบตร.ถูกคำสั่งไล่ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีปัญหาในการใช้และการ ตีความกฎหมายนั้นเนื่องจากการออกคำสั่ง ดังกล่าวนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมิได้นำ เอาบทบัญญัติตามมาตรา 120 วรรค 4 แห่ง พรบ.ของตำรวจแห่งชาติปีพ.ศ.
2565 ซึ่งได้มีการบัญญัติเอาไว้ว่าห้ามมิให้ ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจดำเนินการใดๆที่ ได้มีการกระทบต่อสิทธิของข้าราชการตำรวจ ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการ สอบสวนซึ่งเรื่องนี้ได้รวมไปถึงการสั่ง พรรคราชการหรือการสั่งให้ออกจากราชการเอา ไว้ก่อนซึ่งเว้นแต่ว่าการที่ผู้บังคับ บัญชชาได้สั่งพรรคราชการหรือการสั่งให้ ออกจากข้าราชการไว้ก่อนตามคำแนะนำของคณะ กรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเพื่อมาใช้ใน การพิจารณาการออกคำสั่งนั้นซึ่งตนนั้นก็ ได้มองว่าการแสดงความเห็นของนายช่างทอง อาจจะมีการขัดแย้งกันกับผลของการประชุม ของกตร.ในครั้งนี้สำหรับกรณีของคำสั่งให้
พล.ตำรวจเอกสุรเชษฐหักพานออกจากราชการไว้ ก่อนโดยกตร.นั้นได้มีมติ 12- 0 ซึ่งได้ มีความเห็นว่าคำสั่งให้พล.ตำรวจเอก สุรเชษฐออกจากราชการถูกต้องด้วยกฎหมาย แล้วและกพ.รนั้นก็ได้มีมติเอกฉัน 7:0 ใน การวินิจฉัยเอาไว้ซึ่งบอกว่าคำสั่งของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติลงวันที่ 18 เมษายน 2567 เป็นคำสั่งที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และ วิธีการตามกฎหมายที่ถูกต้องและกฎของกตร.
กำหนดเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมเรื่อง นี้จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าที่จะพิจารณาได้ว่า ทำไมนายช่างทองถึงเพิ่งที่จะออกมาแสดงมุม มองทางด้านของกฎหมายในกรณีดังกล่าวนี้ใน ห้วงของเวลานี้ทั้งๆที่กรณีของพล.ตำรวจ เอกสุรเชษใช้เวลาและใช้สิทธิทางด้านของกฎ หมายในการชี้แจงเอาไว้แล้วต่อมาพล.
ตำรวจ เอกสุรเชษฐนั้นได้มีการยื่นฟ้องในคดีต่อ ศาลปกครองสูงสุดเพื่อการอุทธรณ์และตรวจ สอบและการดำเนินการทางด้านของวินัยกับ ตุลาการเจ้าของสำนวนที่ทางด้านของพล. ตำรวจเอกสุรเชษนั้นได้ยื่นอุธรณ์ไว้ซึ่ง เรื่องนี้สังคมนั้นก็น่าที่จะรับรู้กับ สิ่งที่ได้เกิด
